การพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ

หมวดหมู่ข่าว: การป้องกันโรค - Wellness Center

การพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ

เรียบเรียงบทความโดย งานส่งเสริมการวิจัยและวิชาการ ศูนย์บริการสุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง


การพลัดตกหกล้ม

องค์การอนามัยโลก WHO (2021) ให้ความหมายของการพลัดตกหกล้ม หมายถึง เหตุการณ์ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งพลัดตกลงมาบนพื้นดินหรือบนพื้นผิวอื่น ๆ ในระดับที่ต่ำกว่า โดยไม่ได้ตั้งใจ
กรมกิจการผู้สูงอายุ  Department  of  Older Persons (DOP) (2021) ให้ความหมายว่าการหกล้ม เกิดจากการสูญเสียการทรงตัวของผู้สูงอายุทำให้แขน ขา ศีรษะ หรือส่วนอื่น ๆ เกิดการกระแทกกับพื้นหรือสิ่งของต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บทั้งมากและน้อย  กรณีที่รุนแรงที่สุดคือการเสียชีวิต

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการพลัดตกหกล้มการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ แบ่งปัจจัยเสี่ยงออกได้เป็น 4 ด้าน คือ ปัจจัยเสี่ยงด้านชีวภาพ (biological risk factors) ปัจจัยด้านพฤติกรรม (behavior factors) ปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม (environmental risk factors) และปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและสังคม (socioeconomic risk factors)
1. ปัจจัยเสี่ยงด้านชีวภาพ (biological risk factors) เป็นปัจจัยที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายตามกระบวนการชรา (aging process) ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานเสื่อมถอยลง รวมไปถึงโรคร่วมและยาบางชนิดที่มีผล ทำให้ร่างกายเกิดการสูญเสียการควบคุมการทรงตัวส่งผลให้การทรงตัวและการเคลื่อนไหวผิดปกติ เกิดการพลัดตกหกล้มได้ง่าย ปัจจัยเสี่ยงด้านชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัว ได้แก่ อายุ เพศ ความบกพร่องการมองเห็น การเปลี่ยนแปลงกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อต่อ ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบประสาทและสมอง โรคประจำตัวที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวและการทรงตัว และการได้รับยาหลายชนิดพร้อมกัน
1.1 อายุ อายุมีความสัมพันธ์โดยตรงกับจำนวนครั้งและความรุนแรงของการพลัดตกหกล้มเมื่ออายุมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางกายส่งผลให้สมรรถภาพทางกายลดลง การเคลื่อนไหวบกพร่อง  เพิ่มความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 70 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม ตามอายุที่เพิ่มขึ้นทุก 5 ปี (Lecktip et al., 2019) 
1.2 เพศ พบว่า เพศหญิงมีการพลัดตกหกล้มได้มากกว่าเพศชาย 1.5 เท่า เนื่องจากการลดระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง เกิดภาวะกระดูกพรุน (Department  of  Disease Control, 2019)  
1.3 ความบกพร่องการมองเห็น ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงได้แก่ ลูกตา รูม่านตามีขนาดเล็กและลึก หนังตาตกจากไขมันที่ตาลดลง ม่านตาลดลงปฏิกิริยาตอบสนองของม่านตาต่อแสงลดลง ทำให้ผู้สูงอายุไม่สามารถรับภาพได้ดีในเวลาแสงสลัว การเสื่อมของจอรับภาพ อันเนื่องจากการหนาตัวการขุ่นของเลนส์ กล้ามเนื้อลูกตาเสื่อม หรือมีโรคทางสายตาเช่น ต้อกระจก ต้อหิน และสายตายาว ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน การคาดคะเนในการก้าวเดินไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม 
1.4 การเปลี่ยนแปลงกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อต่อเมื่อเข้าสู่อายุ 60-70 ปี ระบบโครงสร้างของร่างกายเปลี่ยนแปลง ขนาดเส้นใยและกำลังการหดตัวกล้ามเนื้อลดลงร้อยละ 20-40 กล้ามเนื้อบางส่วนฝ่อลีบ ทำให้เกิดอาการล้าและอ่อนแรง ความหนาแน่นกระดูกลดลงจากการสลายตัวของแคลเซียม ข้อสะโพก ข้อเข่าและข้อกระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม ทำให้ข้อเข่าผิดรูป กล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแรง สูญเสียการทรงตัว เกิดข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว กระดูกบริเวณข้อต่อ (articular cartilage) บางลง ของเหลวที่หล่อลื่นข้อต่อลดลงและหนืดมากขึ้น  ทำให้เคลื่อนไหวลำบาก โครงสร้างของแกนกระดูกสันหลังเปลี่ยนแปลง ทำให้หลังค่อม ซึ่งส่งผลต่อท่าการเดิน (Piboon, 2022) รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในการเคลื่อนไหวของสะโพกในการรับน้ำหนักของขาขณะที่เดิน เป็นสาเหตุให้มีการสะดุด ส่งผลต่อการทรงตัว ทำให้เกิดการหกล้มได้ง่าย
1.5 ระบบทางเดินปัสสาวะ อายุที่มากขึ้น ทำให้ความสามารถในการบีบตัวและความจุของกระเพาะปัสสาวะลดลง หูรูดในอุ้งเชิงกรานทำงานอ่อนกำลัง ทำให้ผู้สูงอายุมีปัญหาในการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ (urinary incontinence) ในผู้ชายต่อมลูกหมากจะโตขึ้น ทำให้ถ่ายปัสสาวะลำบากต้องปัสสาวะบ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลทำให้ผู้สูงอายุเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น ความเร่งรีบเข้าห้องน้ำเป็นเหตุให้เกิดการพลัดตกหกล้มได้ง่าย 
1.6 การเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทและสมอง ผู้สูงอายุจะมีขนาดสมอง จำนวนเซลล์ประสาท และน้ำหนักสมองลดลง ระบบความคิดและวิเคราะห์ช้าลง การทำหน้าที่ของระบบประสาทอัตโนมัติลดลง เป็นผลทำให้ผู้สูงอายุมีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าลดลง รวมทั้งการใช้ออกซิเจนของสมองลดลงจาก หลอดเลือดของสมองเสื่อมหน้าที่เนื่องจากมีภาวะหลอดเลือดแข็งตัวจากอายุที่มากขึ้น มีผลทำให้เกิดอาการหน้ามืด หรือโรคทางสมอง เช่น โรคพาร์กินสัน ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียการทรงตัว เกิดการหกล้มได้ง่ายขึ้น 
1.7 โรคประจำตัวที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวและการทรงตัว ความเจ็บป่วยจากโรคร่วมต่าง ๆ ของผู้สูงอายุ มีผลต่อต่อการเกิดการพลัดตกหกล้ม โดยเฉพาะโรคระบบการไหลเวียนโลหิตและหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia) ภาวะหัวใจขาดเลือด (myocardial ischemia) ภาวะเหล่านี้ ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจลดลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้ผู้สูงอายุเกิดอาการเป็นลม หน้ามืด หกล้มได้ง่าย (Phaongthong, 2021)
1.8 การได้รับยาหลายชนิดพร้อมกัน (polypharmacy) เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีโรคเรื้อรังประจำตัวหลายโรค เป็นผลให้ต้องรับประทานยาหลายชนิดพร้อมกันเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยา และผลข้างเคียงหรือเกิดพิษของยาได้ง่าย ส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางทำให้เกิดความคิดบกพร่องจึงมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดพลัดตกหกล้มได้ง่าย ยาที่ใช้ในผู้สูงอายุ ได้แก่ ยาลดความดันโลหิต ส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิต่ำขณะเปลี่ยนท่า (postural hypotension) ทำให้ผู้สูงอายุเกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ทำให้เกิดการหกล้มได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงการได้รับยานอนหลับ และยารักษาทางจิตเวชจะทำให้เกิดอาการง่วงซึม เดินเซ กระวนกระวายและสับสน ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด อาจทำให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ มีอาการหน้ามืด เป็นลม หมดสติ เกิดการพลัดตกหกล้มได้ง่ายขึ้น (Training and Medical Education Center, 2019)  
2. ปัจจัยด้านพฤติกรรม (behavior factors) ปัจจัยด้านพฤติกรรมที่มีผลต่อการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุมีหลายปัจจัย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกระทำของบุคคล หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน ได้แก่ การดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การใส่รองเท้าและเครื่องแต่งกายที่ไม่เหมาะสมของผู้สูงอายุ
2.1 การดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมีผลรบกวนการส่งกระแสประสาท และกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้การทรงตัวไม่มั่นคง ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือดในระดับที่สูงขึ้นจะทำให้ความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวของระบบประสาทส่วนกลางลดลงทำให้การคิดและการตัดสินใจไม่ดี มีอาการง่วงซึม ส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงในการเกิดการพลัดตกหกล้ม (Phaongthong, 2021)
2.2 การใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสมของผู้สูงอายุ เช่น ส้นรองเท้าสูงเกินไป ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย และเสียสมดุล ใส่รองเท้าคับหรือหลวมเกินไป ส่งผลให้เกิดการพลัดตกหกล้มได้
2.3 เครื่องแต่งกายที่ไม่เหมาะสม ผู้สูงอายุบางรายใส่เสื้อผ้าที่มีขนาดใหญ่ หลวม ยาวและรุ่มร่าม เวลาเดินอาจทำให้สะดุด เกี่ยวดึง ทำให้เกิดการหกล้ม
3. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม (environmental risk factors) เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในบ้าน นอกบ้านหรือตามที่สาธารณะต่าง ๆ โดยแบ่งเป็นสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน และสิ่งแวดล้อมภายนอกบ้าน (WHO, 2021) เช่น พื้นที่ไม่ปลอดภัย แสงสว่าง การไม่มีราวจับบริเวณบันได ห้องน้ำที่ไม่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ

การประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ

แบบประเมิน Thai  Fall  Risk  Assessment Tool--Thai FRAT ประกอบด้วย 6 ปัจจัยได้แก่ เพศ การมองเห็นบกพร่อง การทรงตัวบกพร่อง การใช้ยาบางประเภท ประวัติการหกล้ม และสภาพที่อยู่อาศัย 

การป้องกันพลัดตกหกล้ม

1. การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ ในวัยนี้เน้นการออกกำลังกายแบบป้องกันล้ม โดยฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพื่อเพิ่มการทรงตัว
2. การใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน หมายถึง อุปกรณ์ที่นำมาช่วยในการพยุงร่างกายเพื่อให้สามารถเดินได้ดีขึ้น เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันการหกล้มสำหรับผู้สูงอายุในกลุ่มที่มีปัญหาในการทรงตัวและปัญหาในการเดิน
3. การปรับสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกบ้าน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม 
4. ปรับการเคลื่อนไหวให้ช้าลง ในการเปลี่ยนท่าจากการนอนเป็นการนั่ง ท่านั่งเป็นท่ายืนหรือ ท่ายืนเป็นการเดิน ต้องยึดเกาะราวหรือสิ่งที่มั่นคง หลีกเลี่ยงการเอียงศีรษะ การก้มเก็บของบนพื้น หรือการหยิบของจากชั้นหรือตู้วางของที่มีความสูงเกินเอื้อมถึง
5. สวมใส่เสื้อผ้าและรองเท้าที่พอดี ไม่คับหรือหลวมเกินไป รองเท้าสำหรับผู้สูงอายุควรส้นเตี้ยขอบมน หน้ากว้างเคลื่อนไหวนิ้วเท้าได้ พื้นรองเท้ามีดอกยาง พื้นรองเท้าด้านหน้าเชิดเล็กน้อยเพื่อกันสะดุด ส่วนเสื้อผ้าควรใส่พอดีตัว ความยาวกางเกงไม่ควรยาวเลยข้อเท้า เพราะอาจทำให้สะดุดล้มได้ง่าย 
6. การรับประทานยาตามแผนการรักษาของแพทย์ พร้อมสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพราะอาจเกิดปัญหาจากผลข้างเคียงหรือฤทธิ์ของยา เช่น ง่วง ซึม และสับสน ทำให้เกิดการพลัดตกหกล้มได้
7. ลดหรืองดการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งการดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ความสามารถในการทำหน้าที่ต่าง ๆ บกพร่อง เช่น เสียการทรงตัว จะทำให้เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มได้ง่ายขึ้น


อ้างอิงแหล่งทีมา

1. Department of Older Persons (DOP). (2021). Falls in older adults. Retrieved from https://www.dop.go.th/th/know/15/548
2. World Health Organization (WHO). (2021). Falls. Retrieved from https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/falls
3. World Health Organization (WHO). (2021). Step safely: Strategies for preventing and managing falls across the life-course. Geneva: World Health Organization.
4. Training and Medical Education Center. (2019). The effectiveness of preparation and fall prevention programs in elderly (Research report). Ratchaburi: Department of Health. Retrieved from https://apps.hpc.go.th/dmkm/web/uploads/2020/036008-20200317143424/b4d55b3ad74a37143daf28575f182905.pdf
5. Phaongthong, N. (2021). Factors influencing falls prevention behavior among the elderly in Thapthan District Uthaithani Province (Master’s thesis). Naresuan University. Phitsanulok
6. Piboon, K. (2022). The effects of multifactorial fall prevention program on balance, physical fitness, and fear of falling among community-dwelling older adults (Research report). Chon Buri: Burapha University. Retrieved from https://buuir.buu.ac.th/bitstream/1234567890/3675/3/2563_169.pdf
7. Phaongthong, N. (2021). Factors influencing falls prevention behavior among the elderly in Thapthan District Uthaithani Province (Master’s thesis). Naresuan University. Phitsanulok
8. Lecktip, C., Woratanarat, T., Bhubhanil, S., & Labmanee, S. (2019). Risks factors for falls in elderly. Journal of Medicine and Health Sciences, 26(1), 85-103.
 

  • 151 ครั้ง