โรคสุกใส (Chickenpox): โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็ก และสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน

หมวดหมู่ข่าว: การป้องกันโรค - Wellness Center

โรคสุกใส (Chickenpox): โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็ก และสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน

เรียบเรียงบทความโดย งานรวบรวมข้อมูลการบริการความพึงพอใจ ผลการรักษา ติดตาม ประเมินผล ศูนย์บริการสุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง


โรคอีสุกอีใส หรือ โรคสุกใส (Chickenpox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน โรคนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก หรือสถานที่แออัด ปัจจุบันยังคงพบการระบาดได้เป็นระยะ โดยมักพบมากในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน และอาจพบผู้ป่วยประปรายได้ตลอดทั้งปี

สถานการณ์โรคอีสุกอีใสในประเทศไทย

จากข้อมูลการเฝ้าระวังโรคของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 4 มีนาคม 2569 พบว่า

  • มีผู้ป่วยสะสม 10,560 ราย ยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต
  • แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยสูงกว่าค่ามัธยฐานย้อนหลัง 5 ปี และสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด (3 อันดับแรก) ได้แก่

1. อายุ 5–9 ปี จำนวน 2,720 ราย
2. อายุ 10–14 ปี จำนวน 2,178 ราย
3. อายุ 0–4 ปี จำนวน 1,400 ราย

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโรคนี้ยังคงพบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสสัมผัสและแพร่เชื้อกันได้ง่าย

สาเหตุของโรค

โรคอีสุกอีใสเกิดจากการติดเชื้อไวรัส Varicella-zoster virus (VZV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด (Herpes zoster) ในผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อน

โรคนี้พบได้บ่อยในเด็ก แต่หากเกิดในผู้ใหญ่ อาการมักมีความรุนแรงมากกว่า และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูงกว่าเด็ก

การติดต่อของโรค โรคอีสุกอีใสสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ป่วยมีตุ่มน้ำใส โดยติดต่อได้ผ่าน

1. การไอหรือจาม ทำให้เกิดละอองฝอยในอากาศ
2. การสัมผัสโดยตรงกับตุ่มน้ำหรือผื่นของผู้ป่วย
3. การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หรือภาชนะต่าง ๆ

อาการของโรคอีสุกอีใส อาการของโรคมักเริ่มต้นหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 10–21 วัน โดยมีอาการสำคัญ ได้แก่

  • ระยะแรกจะมีผื่นแดงราบ ต่อมาพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใส และค่อย ๆ ขุ่นขึ้นคล้ายหนอง
  • ผื่นมักกระจายตามใบหน้า ลำตัว แผ่นหลัง และอาจพบในช่องปาก
  • ประมาณ 2–3 วัน ตุ่มน้ำจะแห้งและตกสะเก็ด
  • เด็กเล็กมักมีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร
  • ผู้ใหญ่มักมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกายคล้ายไข้หวัด
  • ผื่นมักขึ้นพร้อมกับวันที่เริ่มมีไข้ หรือภายใน 1 วันหลังจากมีไข้

โดยทั่วไปโรคจะหายได้เองภายใน 1–3 สัปดาห์

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น แม้โรคอีสุกอีใสส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น

  • การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำที่ผิวหนัง ทำให้เกิดหนองและแผลเป็น
  • การแพร่กระจายของเชื้อไปยังอวัยวะภายใน เช่น ปอด สมอง หรือ ตับ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อในช่วง 3–4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาจมีความเสี่ยงทำให้ทารกในครรภ์เกิดความพิการได้

แนวทางการรักษา การรักษาโรคอีสุกอีใสส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ ได้แก่

  • หากมีไข้สามารถรับประทานยาพาราเซตามอล เพื่อลดไข้
  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็ก เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะ Reye’s syndrome ซึ่งส่งผลต่อสมองและตับ
  • ใช้ยาบรรเทาอาการคัน ดื่มน้ำมาก และพักผ่อนให้เพียงพอ

ควรรีบพบแพทย์ทันที หากมีอาการต่อไปนี้

  • ไข้สูง
  • ผื่นจำนวนมาก
  • หายใจลำบาก ชัก หรือซึม
  • มีการติดเชื้อแทรกซ้อน

โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค ควรปฏิบัติดังนี้

  • หากมีไข้ร่วมกับตุ่มน้ำใส ควรไปพบแพทย์และหลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้อื่น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  • ล้างมือบ่อย ๆ และสวมหน้ากากอนามัย
  • ผู้ป่วยควรหยุดเรียนหรือหยุดงาน และพักอยู่บ้านจนกว่าตุ่มผื่นจะแห้งและตกสะเก็ดทั้งหมด
  • ห้ามแกะหรือเกาตุ่มน้ำ เพราะอาจทำให้ติดเชื้อและเกิดแผลเป็นได้

แนวทางป้องกันในสถานศึกษา สถานศึกษาควรมีมาตรการเฝ้าระวัง เช่น

  • ตรวจวัดไข้และสังเกตอาการนักเรียนก่อนเข้าเรียน
  • หากพบเด็กมีผื่นหรือตุ่มน้ำ ควรแยกออกจากกลุ่มทันที
  • ให้เด็กหยุดเรียนอย่างน้อย 5–7 วัน หรือจนกว่าตุ่มจะแห้งและตกสะเก็ด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

การป้องกันด้วยวัคซีน

วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (Varicella vaccine) เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (live attenuated vaccine) ที่ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรค

แนวทางการฉีดวัคซีน

  • เด็ก

              ฉีดเข็มแรก อายุ 12–15 เดือน
              ฉีดกระตุ้นอีกครั้ง อายุ 4–6 ปี
              หรือ ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน

  • ผู้ใหญ่และเด็กอายุ ≥12 ปี

               ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4–8 สัปดาห์

วัคซีนนี้ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือผู้ป่วยโรคบางชนิด

เมื่อได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม พบว่าประมาณ 99% ของผู้รับวัคซีนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคได้ แม้บางรายอาจติดเชื้อได้ แต่อาการมักไม่รุนแรงและมีจำนวนผื่นน้อยกว่า

โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยในเด็กและสามารถแพร่กระจายได้ง่าย แม้ส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในบางกลุ่มอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การป้องกันที่ดีที่สุดคือ "การรับวัคซีน การรักษาสุขอนามัย และการแยกผู้ป่วยเพื่อลดการแพร่เชื้อ"

สอบถามข้อมูลหรือนัดหมายเข้ารับบริการวัคซีน

โทรศัพท์ 0-5391-3204

Inbox: Facebook MFU Wellness Center


เอกสารแหล่งที่มา

กรมควบคุมโรค. (2569).สถานการณ์โรคอีสุกอีใสในประเทศไทย. กองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข.

  • 221 ครั้ง